หลักกการเลือกประกันชีวิตและสุขภาพ ซื้อแบบไหนตอบโจทย์มากกว่ากัน

8/17/2025

ประกันชีวิตและสุขภาพ ซื้อแบบไหนถึงตอบโจทย์ชีวิตมากกว่ากัน

ทำไมต้องมีประกันชีวิตและสุขภาพ?

หลายคนมองว่าประกันคือการเอาเงินไปจ่ายทิ้งทุกปี แต่ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ดูนะคะ ลองนึกถึงการจ่ายค่าสมาชิกฟิตเนสรายปีดู ถ้าคุณจ่ายเงินไปแล้วไปออกกำลังกายสม่ำเสมอ คุณก็จะได้สุขภาพที่ดีขึ้น หุ่นที่เฟิร์มขึ้น นั่นคือคุณได้ประโยชน์จากเงินที่จ่ายไปอย่างเต็มที่

ประกันก็เหมือนกันค่ะ เงินที่คุณจ่ายไปเป็นค่าเบี้ยประกัน ไม่ใช่การจ่ายทิ้ง แต่เป็นการจ่ายเพื่อซื้อความอุ่นใจและซื้อความคุ้มครองความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เช่น เจ็บป่วยหนัก ประสบอุบัติเหตุ หรือจากไปก่อนวัยอันควร เงินที่จ่ายไปจะถูกนำไปรวมกับเงินของคนอื่นๆ ในกองกลาง แล้วถ้ามีใครในกลุ่มเจ็บป่วยหรือเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ก็จะมีเงินก้อนใหญ่จากกองกลางนี้มาช่วยดูแล ทำให้เราไม่ต้องควักเงินเก็บทั้งชีวิตมาใช้จ่ายจนหมดตัว

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการซื้อประกันคือ "การวางแผนล่วงหน้า" ว่าถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา เราจะรับมือกับมันอย่างไร โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “ประกัน” มาช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา

"ทำไมเราถึงต้องซื้อประกัน" เราควรประเมินตัวเองก่อนที่จะซื้อประกันว่า ควรซื้อไปเพื่ออะไร ซึ่ง บางคนอาจจะอยากซื้อเพราะเห็นคนอื่นซื้อ บางคนอาจจะอยากซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี หรือบางคนอาจจะกังวลเรื่องสุขภาพของตัวเอง ดังนั้นก่อนซื้อประกันเราควรลองตอบคำถามต่อไปนี้ก่อน เพื่อที่ประเมินว่าเราควรซื้อประกันแบบไหนให้ตอบโจทย์มากที่สุด

  • คุณคือ "เสาหลัก" ของครอบครัวหรือไม่? ถ้าคุณเป็นคนหาเลี้ยงหลักเพียงคนเดียว การมีประกันชีวิตจะช่วยให้คนที่คุณรักไม่ลำบาก ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ

  • คุณมีเงินเก็บฉุกเฉินเพียงพอหรือไม่? ถ้าคุณต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน คุณมีเงินสำรองพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลหลักแสน หลักล้านหรือไม่? ถ้าคำตอบคือไม่ ประกันสุขภาพคือสิ่งที่คุณต้องมี

  • คุณมีความเสี่ยงในการเกิดโรคภัยไข้เจ็บมากน้อยแค่ไหน? เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือมะเร็งหรือไม่ มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อสุขภาพหรือไม่? ถ้าใช่ การทำประกันโรคร้ายแรงอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

  • คุณต้องการลงทุนด้วยหรือเปล่า? ประกันบางประเภทไม่ได้ให้แค่ความคุ้มครอง แต่ยังมีการสะสมทรัพย์หรือการลงทุนพ่วงมาด้วย ซึ่งอาจเหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนการเงินระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจทำประกัน ควรศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบความคุ้มครองของประกันสุขภาพและประกันชีวิตในแต่ละประเภทให้ดีก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เพื่อให้ได้ประกันที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของคุณเอง

ประกันชีวิต VS ประกันสุขภาพ ต่างกันอย่างไร

  1. ประกันชีวิต คือการให้เงินก้อนแก่คนที่คุณระบุไว้ (เช่น ครอบครัว หรือคนที่คุณรัก) เมื่อคุณเสียชีวิตลง เงินก้อนนี้จะช่วยให้พวกเขามีเงินใช้จ่ายและตั้งตัวได้โดยไม่ลำบาก ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าแม้คุณจะไม่อยู่แล้วใช้สำหรับวางแผนดูแลครอบครัว ปิดหนี้ หรือตั้งเป็นกองทุนมรดก

    ประเภทของประกันชีวิตที่พบบ่อย:

    • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life): คุ้มครองชีวิตไปจนอายุ 90 ปี หรือ 99 ปี โดยส่วนใหญ่จะมีเงินคืนให้เมื่อครบกำหนดสัญญา

    • ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Life): คุ้มครองเป็นระยะเวลาสั้นๆ ตามที่คุณกำหนด เช่น 10 ปี หรือ 20 ปี เบี้ยประกันจะถูกกว่าแบบตลอดชีพมาก และไม่มีการสะสมเงิน

    • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment): มีทั้งความคุ้มครองชีวิตและการออมเงินไปในตัว เมื่อครบกำหนดสัญญา จะได้รับเงินก้อนพร้อมผลตอบแทน

    • ประกันควบการลงทุน (Unit Linked): เป็นการรวมกันระหว่างประกันชีวิตกับการลงทุน เบี้ยประกันบางส่วนจะถูกนำไปซื้อความคุ้มครองชีวิต ส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนในกองทุนรวม ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น

    ข้อดี:

    • สร้างความมั่นคงให้ครอบครัว: ช่วยให้คนที่คุณรักมีเงินใช้จ่ายและตั้งตัวได้โดยไม่ลำบากหากคุณจากไปก่อนวัยอันควร

    • วางแผนการเงินระยะยาว: ประกันชีวิตบางแบบ เช่น แบบสะสมทรัพย์ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการออมเงินระยะยาวเพื่อเป้าหมายต่างๆ ในอนาคตได้

    • ลดหย่อนภาษีได้: เบี้ยประกันชีวิตสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

    ข้อเสีย:

    • ต้องจ่ายเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่อง: หากหยุดจ่ายกรมธรรม์อาจจะสิ้นสุดความคุ้มครองได้

    • ผลตอบแทนต่ำกว่าการลงทุนบางประเภท: โดยเฉพาะแบบตลอดชีพและสะสมทรัพย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

    • อาจไม่คุ้มครองในบางกรณี: เช่น การเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายภายใน 1 ปีแรกของการทำประกัน หรือเสียชีวิตจากสาเหตุที่ระบุเป็นข้อยกเว้นในกรมธรรม์

  1. ประกันสุขภาพ เป็นตัวช่วยป้องกันด้านการเงิน สามารถช่วยลดภาระในค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยเล็กน้อย หรือการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากเราต้องนอนโรงพยาบาล 7 วัน ค่ารักษาพยาบาลจะสูงมาก แต่ถ้ามีประกันสุขภาพ บริษัทประกันจะเข้ามาช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ทำให้เงินเก็บที่คุณสะสมมาเพื่อเป้าหมายอื่นๆ ไม่ต้องถูกนำมาใช้จนหมด

    ประเภทของประกันสุขภาพที่พบบ่อย:

    • ประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยใน (IPD - Inpatient Department): คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อต้องนอนโรงพยาบาล

    • ประกันสุขภาพแบบผู้ป่วยนอก (OPD - Outpatient Department): คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเมื่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลแต่ไม่ต้องนอนค้างคืน โดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าแบบ IPD

    • ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย: คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบไม่จำกัดวงเงินแยกย่อย แต่รวมเป็นวงเงินก้อนเดียวตามแผนที่เลือก เช่น วงเงิน 1 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาท

    • ประกันโรคร้ายแรง: คุ้มครองเฉพาะโรคที่ระบุไว้เท่านั้น เช่น มะเร็ง หัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง โดยจะจ่ายเงินก้อนให้เมื่อตรวจพบโรคตามเงื่อนไข

    ข้อดี:

    • ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล: ช่วยให้คุณไม่ต้องใช้เงินเก็บหรือกู้ยืมเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด

    • เข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น: สามารถเลือกรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

    • วางแผนค่าใช้จ่ายได้: เบี้ยประกันเป็นค่าใช้จ่ายที่คงที่ ทำให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น

    ข้อเสีย:

    • เบี้ยประกันสูงขึ้นตามอายุ: ยิ่งอายุมากขึ้น เบี้ยประกันสุขภาพก็ยิ่งแพงขึ้นตามความเสี่ยงในการเจ็บป่วย

    • มีข้อยกเว้นและข้อจำกัด: บางแผนอาจไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน หรือมีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในบางรายการ

    • อาจมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายร่วม (Co-payment): บางแผนกำหนดให้ผู้เอาประกันต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนหนึ่งด้วยตนเอง

เทคนิคซื้อประกันให้คุ้มค่า ไม่จ่ายเกินจำเป็น

เคล็ดลับที่ 1: ซื้อความคุ้มครองที่ "จำเป็น" เท่านั้น

หลีกเลี่ยงการซื้อประกันพ่วงหลายอย่างที่ตัวเองไม่ได้ใช้ ลองสำรวจตัวเองก่อนว่ามีประกันอะไรอยู่แล้วบ้าง เช่น ถ้าบริษัทมีสวัสดิการประกันสุขภาพให้อยู่แล้ว คุณอาจจะเลือกซื้อประกันสุขภาพแบบส่วนตัวเพิ่มเพื่อเติมเต็มวงเงินที่ไม่พอ หรือซื้อประกันโรคร้ายแรงเพื่อเพิ่มความคุ้มครองที่สวัสดิการบริษัทไม่มี

เคล็ดลับที่ 2: วางแผนวงเงินคุ้มครองให้เหมาะสมกับภาระหนี้สิน

การกำหนดวงเงินคุ้มครองของประกันชีวิตไม่ใช่แค่การกำหนดตัวเลขแบบมั่วๆ แต่ควรคำนวณจากภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนที่คุณรัก เช่น ถ้าคุณมีหนี้บ้าน 2 ล้านบาท และครอบครัวต้องใช้เงินค่ากินอยู่ต่อปีประมาณ 3 แสนบาท คุณควรมีประกันชีวิตที่มีวงเงินคุ้มครองอย่างน้อย 3-4 ล้านบาท เพื่อให้ครอบครัวมีเวลาตั้งตัวและใช้ชีวิตต่อไปได้โดยไม่เดือดร้อน

เคล็ดลับที่ 3: อ่านเงื่อนไขให้ละเอียดทุกบรรทัด

ก่อนตัดสินใจซื้อประกันใดๆ ก็ตาม ต้องอ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วน โดยเฉพาะในส่วนของ "ข้อยกเว้น" หรือ "ข้อกำหนดในการจ่ายผลประโยชน์" เช่น ประกันสุขภาพบางแผนอาจจะไม่คุ้มครองโรคที่เป็นมาก่อนทำประกัน หรือบางแผนอาจมีระยะเวลารอคอย (Waiting Period) 30 วันก่อนที่จะเริ่มคุ้มครองการเจ็บป่วย อ่านให้เข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

เคล็ดลับที่ 4: อย่าซื้อประกันเพราะลดหย่อนภาษีเป็นหลัก

การลดหย่อนภาษีเป็นแค่ "ผลพลอยได้" ที่ดีเยี่ยมของการมีประกัน แต่ไม่ใช่เหตุผลหลักในการซื้อประกัน ถ้าคุณซื้อประกันเพราะต้องการลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียว คุณอาจจะกำลังซื้อในสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับคุณเลยก็ได้ครับ จงจำไว้ว่า ประกันมีไว้เพื่อปกป้องความเสี่ยงของชีวิตเป็นอันดับแรก การลดหย่อนภาษีเป็นเพียงโบนัสเท่านั้น

เคล็ดลับที่ 5: ทบทวนกรมธรรม์เป็นประจำ

ชีวิตของเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การแต่งงาน การมีลูก หรือการเปลี่ยนงาน อาจทำให้ความต้องการประกันของคุณเปลี่ยนไปได้ ควรทบทวนกรมธรรม์ประกันภัยของคุณอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าคุณยังมีความคุ้มครองที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่