เปิดเคล็ดลับการปรับตัวหลังถูกเลิกจ้างกะทันหัน

8/21/2025

ถูกเลิกจ้าง (Layoff) ควรทำอย่างไร? พร้อมเคล็ดลับวางแผนการเงินให้ได้ผล

เคยไหมที่รู้สึกว่าชีวิตกำลังไปได้สวย อยู่ดีๆ ก็เหมือนถูกดึงปลั๊กออก? สถานการณ์ที่หลายคนไม่อยากเจอที่สุดคือการถูกเลิกจ้างหรือ Layoff ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การปรับโครงสร้างองค์กร หรืออะไรก็ตาม ความรู้สึกแรกอาจจะสับสน ตกใจ และกังวลถึงอนาคต ดังนั้นเราควรต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือจากสถานการณ์ที่อาจถูกเลิกจ้างกะทันหัน เป็นสิ่งที่ควรต้องทำ วันนี้เลยจะมาแชร์เคล็ดลับในการรับมือกับการถูกเลิกจ้างกะทันหันกันว่ามีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

วิธีรับมือเมื่อถูกเลิกจ้าง

  • ควบคุมอารมณ์: อย่าเพิ่งตกใจหรือโกรธจนเกินไป เพราะการตัดสินใจที่ใช้อารมณ์อาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญ

  • ทำความเข้าใจสถานการณ์: พูดคุยกับฝ่ายบุคคล (HR) หรือผู้บริหารให้ชัดเจนถึงเหตุผลที่ถูกเลิกจ้าง, ค่าชดเชยที่ได้รับ, วันที่ทำงานวันสุดท้าย, และสิทธิ์ประโยชน์อื่นๆ ที่คุณจะได้รับหลังการเลิกจ้าง เช่น เงินชดเชยตามกฎหมาย, ค่าชดเชยพิเศษ (ถ้ามี), โบนัส (ถ้าได้รับ), การใช้สิทธิ์ประกันสังคม, หรือการขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง

  • อย่าเซ็นเอกสารใดๆ ทันที: ใช้เวลาอ่านและทำความเข้าใจรายละเอียดในเอกสารการเลิกจ้างอย่างถี่ถ้วน หากไม่เข้าใจส่วนไหน ให้สอบถามหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเซ็น

เคล็ดลับการเก็บเงินให้ได้ผลและต่อยอดจากเงินที่มีอยู่

เมื่อจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายและเงินฉุกเฉินได้แล้ว ถึงเวลาที่จะมาโฟกัสกับวิธีเก็บเงินและต่อยอดเงินที่เหลืออยู่ เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว

1. สร้างกระปุกออมสินหลายๆ ใบ

การแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของการใช้เงินและทำให้การเก็บเงินมีเป้าหมายมากขึ้น

  • กระปุกที่ 1: "กระปุกใช้จ่ายจำเป็น" เก็บเงินสำหรับใช้จ่ายในแต่ละเดือน

  • กระปุกที่ 2: "กระปุกฉุกเฉิน" เงินก้อนนี้ไม่ควรแตะต้องโดยเด็ดขาด นอกจากมีเหตุจำเป็นจริงๆ

  • กระปุกที่ 3: "กระปุกสร้างโอกาส" เงินส่วนนี้อาจแบ่งไปใช้เพื่อพัฒนาตัวเอง เช่น ลงคอร์สเรียนทักษะใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับการหางานใหม่

2. เลือกเครื่องมือช่วยในการเก็บเงิน

เมื่อพูดถึงการเก็บเงิน หลายคนอาจนึกถึงแค่การฝากธนาคาร แต่จริงๆ แล้วยังมีเครื่องมือที่ช่วยให้เงินของคุณงอกเงยได้มากกว่านั้น เช่น

  • บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง: ปัจจุบันมีธนาคารหลายแห่งที่เสนออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ปกติ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการเก็บไว้ในบัญชีปกติเฉยๆ

  • กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund): เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเก็บเงินระยะสั้นและสามารถถอนได้ง่าย ผลตอบแทนอาจไม่สูงมาก แต่ก็สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป และมีความเสี่ยงต่ำมาก

  • พันธบัตรออมทรัพย์: เป็นการลงทุนที่ปลอดภัยมาก เพราะรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน เหมาะสำหรับเงินที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ในระยะเวลาสั้นๆ

4. หารายได้เสริมระหว่างรอ หากเราได้รับเงินก้อนชดเชยแล้ว สิ่งต่อไปที่ควรทำคือหารายได้เสริมตามความถนัดของเรา หรือรับฟรีแลนด์ตามทักษะที่มี เช่น รับจ้างสอนพิเศษ,แปลภาษา เป็นต้น เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินของเราให้ไม่สะดุด

การถูกเลิกจ้างเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติ วางแผนการเงินอย่างรัดกุม และมองวิกฤตให้เป็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองเพื่อที่อาจจะต่อ ยอดไปยังสายงานในอาชีพอื่นที่เราไม่คาดคิดก็ได้

ขั้นตอนหลังถูกเลิกจ้างควรทำยังไงต่อดี

1. จัดการเรื่องเอกสารและสิทธิประโยชน์ให้เรียบร้อย ตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาเลิกจ้างพร้อมทั้งพูดคุยกับฝ่าย HR ให้ชัดเจนเรื่องค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานและกำหนดการที่จะได้รับเงิน รวมถึงขอหนังสือรับรองการทำงานเพื่อประกอบการสมัครงานในอนาคตและเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น ใบแจ้งยอดเงินเดือน, ใบรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย สุดท้ายควรติดต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อตรวจสอบสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ว่างงาน ในกรณีที่่มีสิทธิ์รับเงินชดเชยรายได้บางส่วนในช่วงที่หางานไม่ได้

2. วางแผนการเงินฉุกเฉิน เมื่อได้เงินก้อนจากค่าชดเชยมาแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการบริหารจัดการเงินและจัดลำดับค่าใช้จ่าย เพื่อให้สามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจนกว่าจะหางานใหม่ได้ ดังนี้

  • สร้างงบประมาณรายรับ-รายจ่าย ซึ่งจดบันทึกรายจ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือนอย่างละเอียด โดยเน้นไปที่ค่าใช้จ่ายที่สำคัญ เช่น ค่าน้ำ,ค่าไฟ,ค่าเช่าบ้าน,ค่าผ่อนรถยนต์ เพื่อคำนวณว่าคุณต้องใช้เงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน

  • ตั้งกองฉุกเฉิน โดยนำเงินค่าชดเชยส่วนหนึ่งมาเก็บไว้ในบัญชีที่แยกต่างหาก และไม่ควรนำมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เงินส่วนนี้ควรมีพอสำหรับใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน หรือถ้าทำได้ 12 เดือนยิ่งดี เพื่อเป็นกันชนในช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้

3. ฝึกฝนและพัฒนาทักษะใหม่ โดยใช้เวลาว่างจากการหางานให้เป็นประโยชน์ฝึกฝนทักษะให้เพิ่มเติมและอัพเดต Resume และ Portfolio เป็นประจำเพื่อเพิ่มโอกาสในการหางานใหม่