เตือนภัยการเงินยุคดิจิทัล: รู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่

8/12/2025

ภัยการเงินรูปแบบใหม่ : หลอกลงทุน, แชร์ลูกโซ่, ฟิชชิ่ง

รู้ทันก่อนเงินหาย เพื่อความปลอดภัยทางการเงิน

ยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกอย่างในชีวิตของเราง่ายขึ้นและสะดวกสบายมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการเงินที่เราสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่ในความสะดวกสบายก็แฝงไว้ด้วยอันตรายที่มองไม่เห็น นั่นก็คือ “ภัยทางการเงิน” ที่นับวันยิ่งมีรูปแบบที่ซับซ้อนและแนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวงที่อาศัยช่องว่างของเทคโนโลยีและความโลภของนั่นเองค่ะ วันนี้เราจึงมีตัวอย่างรูปแบบภัยการเงินยอดฮิตที่กำลังระบาดหนักในปัจจุบัน เพื่อให้ทุกคนสามารถรับมือและป้องกันตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1. กลโกงหลอกลงทุน (Investment Scam)

การหลอกลงทุนคือการเสนอให้ผู้เสียหายใส่เงินไปในโครงการหรือแพลตฟอร์มที่ดูน่าเชื่อถือ แต่จริงๆ ไม่มีการลงทุนจริง หรือเอาเงินไปหมุนจ่ายคนเก่า

แก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ทำงานอย่างไร?

มิจฉาชีพจะมาในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเพจปลอม โฆษณาชวนเชื่อผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การทักแชทเข้ามาหาคุณโดยตรง โดยใช้ภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ เช่น การแอบอ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน เป็นบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง หรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง

เป้าหมายหลักของมิจฉาชีพ คือ

  • สร้างความน่าเชื่อถือปลอมๆ: พวกเขาจะโชว์ภาพกำไรมหาศาลของผู้ที่เคยลงทุน (ซึ่งก็คือหน้าม้า) หรือใช้ภาพชีวิตหรูหราเพื่อดึงดูดความสนใจ

  • ใช้จิตวิทยาการโน้มน้าว: มักจะใช้คำพูดที่กระตุ้นความโลภ เช่น “โอกาสทองที่คุณจะรวยได้ในชั่วข้ามคืน” หรือ “ลงทุนน้อย แต่ได้ผลตอบแทนสูงภายในไม่กี่วัน”

  • สร้างความเร่งรีบ: มักจะบอกว่า “โอกาสมีจำกัด” หรือ “รีบโอนเงินด่วนก่อนจะพลาดโอกาสดีๆ” เพื่อให้คุณตัดสินใจเร็วๆ โดยไม่มีเวลาคิดไตร่ตรอง

สัญญาณเตือนภัยที่ต้องระวัง

  • ผลตอบแทนสูงเกินจริง: การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงมากๆ ในระยะเวลาสั้นๆ มักจะมีความเสี่ยงสูง แต่ถ้าการันตีกำไรโดยไม่มีความเสี่ยงเลย ก็เข้าข่ายมิจฉาชีพแน่นอน

  • การอ้างอิงที่ไม่น่าเชื่อถือ: หากมีการอ้างอิงถึงบริษัทหรือบุคคลที่มีชื่อเสียง ให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการเสมอ

  • ให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา: โดยปกติแล้ว การลงทุนที่ถูกกฎหมายจะต้องโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์หรือผู้รับฝากทรัพย์สินที่น่าเชื่อถือเท่านั้น

  • การใช้งานแพลตฟอร์มที่ไม่คุ้นเคย: มิจฉาชีพมักสร้างแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันปลอมขึ้นมาเองเพื่อหลอกให้คุณใส่ข้อมูลส่วนตัวหรือโอนเงิน

2. แชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme): วงจรแห่งความโลภที่ไม่มีวันสิ้นสุด

“แชร์ลูกโซ่” เป็นกลโกงที่มีมานานแล้ว แต่ในยุคดิจิทัลก็ยังคงแพร่หลายและมีรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น โดยอาศัยหลักการง่ายๆ คือการนำเงินของคนใหม่มาจ่ายให้คนเก่าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาคนใหม่ไม่ได้อีกแล้ว วงจรก็จะพังทลายลงในที่สุด

รูปแบบของแชร์ลูกโซ่ในปัจจุบัน

  • การแอบอ้างเป็นธุรกิจขายตรง: มิจฉาชีพมักจะใช้ชื่อธุรกิจที่ดูดี เช่น ธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ธุรกิจการท่องเที่ยว หรือธุรกิจที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล

  • การหลอกล่อด้วยการชักชวน: จะบอกให้คุณซื้อสินค้าหรือบริการของพวกเขาเพื่อจะได้เป็น “สมาชิก” และสามารถชวนคนอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกต่อได้

  • เน้นการหาสมาชิกใหม่: สิ่งสำคัญที่สุดของแชร์ลูกโซ่ คือการชักชวนคนใหม่เข้ามาลงทุนให้ได้มากที่สุด โดยจะมีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินจากการชวนคนใหม่ได้

  • ไม่มีสินค้าหรือบริการจริง: ในบางกรณี อาจไม่มีสินค้าหรือบริการจริงๆ ที่มีคุณภาพตามที่กล่าวอ้าง หรืออาจมีสินค้าที่ไม่มีมูลค่าและไม่สามารถนำไปขายได้จริง

วิธีสังเกตแชร์ลูกโซ่

  • เน้นการรับสมัครสมาชิกใหม่มากกว่าการขายสินค้า: หากธุรกิจนั้นเน้นให้คุณไปชวนคนอื่นมาลงทุนโดยได้รับผลตอบแทนเป็นค่าคอมมิชชันมากกว่าการขายสินค้า แสดงว่านั่นคือแชร์ลูกโซ่

  • ผลตอบแทนสูงผิดปกติ: หากมีคำสัญญาว่าจะได้ผลตอบแทนสูงมากๆ ในระยะเวลาอันสั้นและไม่มีความเสี่ยง

  • ไม่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ธุรกิจที่ถูกกฎหมายจะต้องมีการจดทะเบียนและมีใบอนุญาตที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

  • บังคับให้ลงทุนก่อน: มักจะมีการบังคับให้คุณจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือลงทะเบียนเป็นสมาชิกก่อน ถึงจะสามารถทำธุรกิจได้

3. ฟิชชิ่ง (Phishing): เหยื่อล่อจากโลกออนไลน์

“ฟิชชิ่ง” คือการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มิจฉาชีพจะปลอมตัวเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ เช่น ธนาคาร, บริษัทไปรษณีย์ หรือหน่วยงานรัฐบาล เพื่อหลอกให้คุณเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงิน

Phishing ทำงานอย่างไร?

  • ส่งข้อความปลอม: มิจฉาชีพจะส่งอีเมลหรือข้อความ SMS ปลอมที่มีลิงก์ให้คุณกดเข้าไป

  • สร้างเว็บไซต์ปลอม: เมื่อคุณกดลิงก์เข้าไป เว็บไซต์นั้นจะหน้าตาเหมือนกับเว็บไซต์ขององค์กรที่คุณคุ้นเคยทุกประการ แต่จริงๆ แล้วเป็นเว็บไซต์ปลอม

  • ขโมยข้อมูล: เว็บไซต์ปลอมจะหลอกให้คุณกรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เช่น ชื่อผู้ใช้, รหัสผ่าน, หมายเลขบัตรเครดิต หรือเลขบัญชีธนาคาร

วิธีป้องกัน Phishing

  • ตรวจสอบชื่อผู้ส่งและที่อยู่เว็บไซต์: ตรวจสอบอีเมลแอดเดรสของผู้ส่งว่าถูกต้องหรือไม่ และดูที่อยู่เว็บไซต์ (URL) ว่าสะกดถูกต้องหรือไม่ (เช่น https://www.google.com/search?q=google.com, ไม่ใช่ googl.com)

  • อย่าคลิกลิงก์ที่น่าสงสัย: หากไม่แน่ใจ อย่าคลิกที่ลิงก์ในอีเมลหรือข้อความ SMS ให้พิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ด้วยตัวเอง

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านทางอีเมลหรือข้อความ: ธนาคารหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือจะไม่ขอให้คุณเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวผ่านช่องทางเหล่านี้

  • ใช้การยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication): ฟังก์ชันนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงบัญชีของคุณ

สรุปและวิธีรับมือ

การป้องกันภัยทางการเงินที่ดีที่สุด คือการมี “สติ” และ “ความรอบคอบ” ในทุกๆ การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ไม่ว่าจะลงทุนหรือทำธุรกรรมใดๆ ก็ตาม

  • อย่าโลภ: หากมีข้อเสนอที่ฟังดูดีเกินจริง ให้คิดไว้ก่อนเลยว่านั่นอาจเป็นกับดัก

  • ตรวจสอบให้รอบคอบ: ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรมใดๆ ให้ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือบุคคลนั้นๆ จากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการเสมอ

  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากไม่แน่ใจ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่เชื่อถือได้ หรือสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • ใช้มาตรการป้องกัน: ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและหมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการในอุปกรณ์ของคุณอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์